สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดมีความดับเป็นธรรมดา (ธัมจักรกัปปวัตตนสูตร) ดังนั้นสังขาร
เมื่อถูกปัจจัยปรุงแต่งเกิดขึ้นแล้ว ในที่สุดย่อมคืนสู่สภาพเดิมหรือธรรมชาติเดิม
ก่อนการปรุงแต่งโดยธรรมหรือธรรมชาติ กล่าวคือย่อมมีการดับเป็นธรรมดา
จึงบังเกิดการบีบคั้นขึ้น
และเกิดอาการอนิจจังความไม่เที่ยงขึ้น ที่มีอาการของการแปรปรวนเพื่อคืนสู่ธรรมชาติเดิมเป็นธรรมดา
จนทุกขังทนอยู่ไม่ได้ในที่สุด ย่อมต้องดับเป็นธรรมดา ล้วนเป็น อนัตตา
เพราะไม่มีตัวตนแท้จริงอีกแล้ว เพราะดับไปเสียแล้ว
และสภาวะอย่างนี้ต้องเกิดขึ้นเป็นธรรมดา หรือ ตถตา
มันเป็นเช่นนั้นเอง
ดิน
สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดมีความดับเป็นธรรมดา (ธัมจักรกัปปวัตตนสูตร) ดังนั้นสังขาร
เมื่อถูกปัจจัยปรุงแต่งเกิดขึ้นแล้ว ในที่สุดย่อมคืนสู่สภาพเดิมหรือธรรมชาติเดิม
ก่อนการปรุงแต่งโดยธรรมหรือธรรมชาติ กล่าวคือย่อมมีการดับเป็นธรรมดา
จึงบังเกิดการบีบคั้นขึ้น
และเกิดอาการอนิจจังความไม่เที่ยงขึ้น ที่มีอาการของการแปรปรวนเพื่อคืนสู่ธรรมชาติเดิมเป็นธรรมดา
จนทุกขังทนอยู่ไม่ได้ในที่สุด ย่อมต้องดับเป็นธรรมดา ล้วนเป็น อนัตตา
เพราะไม่มีตัวตนแท้จริงอีกแล้ว เพราะดับไปเสียแล้ว
และสภาวะอย่างนี้ต้องเกิดขึ้นเป็นธรรมดา หรือ ตถตา
มันเป็นเช่นนั้นเอง
ดิน
สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดมีความดับเป็นธรรมดา (ธัมจักรกัปปวัตตนสูตร) ดังนั้นสังขาร
เมื่อถูกปัจจัยปรุงแต่งเกิดขึ้นแล้ว ในที่สุดย่อมคืนสู่สภาพเดิมหรือธรรมชาติเดิม
ก่อนการปรุงแต่งโดยธรรมหรือธรรมชาติ กล่าวคือย่อมมีการดับเป็นธรรมดา
จึงบังเกิดการบีบคั้นขึ้น
และเกิดอาการอนิจจังความไม่เที่ยงขึ้น ที่มีอาการของการแปรปรวนเพื่อคืนสู่ธรรมชาติเดิมเป็นธรรมดา
จนทุกขังทนอยู่ไม่ได้ในที่สุด ย่อมต้องดับเป็นธรรมดา ล้วนเป็น อนัตตา
เพราะไม่มีตัวตนแท้จริงอีกแล้ว เพราะดับไปเสียแล้ว
และสภาวะอย่างนี้ต้องเกิดขึ้นเป็นธรรมดา หรือ ตถตา
มันเป็นเช่นนั้นเอง
ดิน
ชีวิตคือการเดินทาง
แต่ไม่ใช่เป็นการเดินทางแบบที่นักท่องเที่ยวเดืนทางไปทั่วโลก
เป็นการเดินทางกลับไปสู่สภาวะที่แท้จริง สภาวะที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับธรรมชาติ
หลวงพ่อชา สุภทฺโท กล่าวว่า ธรรมะไม่ได้อยู่ที่ไหน แต่ธรรมะอยู่ที่กายที่ใจของเราทุกคนอยู่แล้ว เราทุกคนก็อยู่กับธรรมะอยู่ทุกๆ วัน และเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับมันอยู่แล้ว แต่เมื่อเราไม่รู้ เราก็เดินทางออกนอกตัวอยู่ตลอดเวลา เพื่อแสวงหาธรรมะ แสวงหาสิ่งที่เรามีอยู่แล้ว เพียงแต่เราไม่มีสติปัญญามากพอที่เห็นมันเท่านั้นเอง
ดังนั้น
ในชั้นแรกที่สุดเราจึงต้องหาเครื่่องมือที่จะทำให้เราเห็นมันได้อย่างชัดเจน
โดยไม่มีสิ่งใดมาปิดบังความจริงได้อีกแล้ว
คือการทำให้เรามีสติปัญญาที่มากพอที่จะใช้ฟาดฟันทะลุทะลวงภาพมายาต่างๆ
ที่มันมาบดบังไม่ให้เราเห็นความจริงของชีวิต เมื่อเรามีสติปัญญาเป็นเครื่องมือ
ซึ่งเราต้องหมั่นฝึกฝนมันอยู่ทุกๆ
วันเพื่อให้เกิดความชำนาญในการต่อสู้กับภาพลวงตาที่ถูกสร้างขึ้นโดยความคิดปรุงแต่งจนดูเหมือนว่า
มันเป็นจริงเป็นจังอย่างนั้นจริงๆ
น้ำ
แต่พอเรามีสติปัญญาที่มากพอแล้วภาพลวงตาเหล่านั้นก็จะหลอกเราไม่ได้อีกต่อไป
ธรรมะก็คือธรรมชาติ จิตคืนสู่ธรรมชาติ จิตคืนสู่บ้านเดิม
ธรรมชาติของคนเราก็เช่นเดียวกัน
เมื่อมันมีความทุกข์มันก็พยายามหาทางดิ้นกลับไปสู่ความไม่มีทุกข์
คือกลับเข้าไปรวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับธรรมชาติเดิมของมัน
ซึ่งเป็นบ้านเดิมของมัน เป็นบ้านที่แท้จริงที่มีแต่ความสุขสงบร่มเย็น
พระพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ
พระวิหารเชตวัน เมืองสารถี ได้ตรัสสอนพระราหุลถึงการพิจารณาธาตุ ๕ คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม
และอากาศ โดยแยกออกเป็นส่วนๆ ตอนท้ายได้ตรัสให้พระราหุลทำใจเหมือน ดิน น้ำ ไฟ ลม และอากาศ
พอสรุปเป็นใจความได้ดังนี้
ไฟ
๑. ราหุล !
เธอจงทำจิตให้เหมือนแผ่นดินเถิด
เพราะเมื่อเธอทำจิตให้เหมือนแผ่นดินเป็นประจำอยู่เสมอแล้ว
เมื่อกระทบอารมณ์ที่ชอบใจหรือไม่ชอบใจก็ดี
อารมณ์เหล่านั้นจะไม่สามารถทำจิตให้หวั่นไหวได้ เปรียบเหมือนคนทั้งหลายทิ้งสิ่งของที่สะอาดบ้าง
ไม่สะอาดบ้าง ถ่ายอุจจาระรดบ้าง ถ่ายปัสสาวะรดบ้าง บ้วนน้ำลายรดบ้าง
เทสิ่งของสกปรกอื่นๆ ลงบ้าง ลงที่แผ่นดิน แต่แผ่นดินจะอึดอัดระอา
หรือรังเกียจด้วยสิ่งของนั้นๆ ก็หาไม่ ฉันใด
ราหุล ! เธอจงทำจิดให้เสมอแผ่นดินฉันนั้นแล เพราะเมื่อเธอทำจิตให้เหมือนแผ่นดินอยู่เมื่อมีการกระทบกับอารมณ์เกิดขึ้น ความรักหรือความชังก็จะไม่สามารถครอบงำจิตได้ ฉันนั้น ?
๒. ราหุล ! เธอจงทำจิตให้เหมือนน้ำเถิด เมื่อเธอทำจิตให้เหมือนน้ำแล้ว จะไม่เกิดความชอบหรือความชังครอบงำจิตใจเธอได้ เปรียบเหมือนคนทั้งหลาย ล้างของหรือทิ้งของที่สะอาดบ้าง ไม่สะอาดบ้างลงในน้ำ น้ำจะอึดอัดหรือระอา หรือรังเกียจด้วยของนั้นๆ ก็หาไม่ ฉันใด
ราหุล !
เธอจงทำจิตให้เสมอน้ำนั้นแล เมื่อกระทบอารมณ์แล้ว
ความชอบและความชังจะไม่สามารถครอบงำจิตเธอได้ ฉันนั้น ?
ลม
๓. ราหุล !
เธอจงทำจิดให้เหมือนด้วยไฟเถิด เพราะไฟนั้นเมื่อมีผู้ทิ้งของสะอาดบ้าง
ไม่สะอาดบ้าง ทิ้งอุจจาระ ปัสสาวะบ้าง ฯ ไฟจะรู้สึกอึดอัดระอา
หรือรังเกียจด้วยสิ่งนั้นๆ ก็หาไม่ ฉันใด
ราหุล ! เมื่อเธอทำจิตให้เหมือนด้วยไฟอยู่
การกระทบกับสิ่งที่ชอบและชังก็ย่อมจะไม่ปรุงแต่งให้จิตแปรปรวนได้ ฉันนั้น ?
๔. ราหุล !
เธอจงทำจิตให้เหมือนลมเถิด เพราะลมนั้นย่อมพัดไปถูกต้องของสะอาดบ้าง ไม่สะอาดบ้าง
พัดถูกอุจจาระบ้าง ปัสสาวะบ้าง ฯ ลมจะรู้สึกอึดอัดระอา หรือรังเกียจต่อสิ่งของเหล่านั้นก็หาไม่
ฉันใด
ราหุล !
เมื่อเธอทำจิตให้เหมือนลมอยู่
การกระทบกับสิ่งที่ชอบและชังย่อมจะไม่ปรุงแต่งให้จิตของเธอแปรปรวนได้ ฉันนั้น ?
อากาศ
๕. ราหุล !
เธอจงทำจิตให้เหมือนอากาศเถิด เพราะอากาศนั้นไม่ตั้งอยู่ในที่ไหน ฉันใด
ราหุล !
เมื่อเธอทำจิตให้เหมือนด้วยอากาศอยู่ตลอดเวลาแล้ว
เมื่อกระทบกับอารมณ์ย่อมจะไม่เกิดความชอบและความชังขึ้นได้ ฉันนั้น ?
มหาราหุโลวาทสูตร ๑๓/๑๓๖
วิญญาณ
บุคคลผู้ที่มีทิฏฐิ มานะ อัตตา
และโทสะจริต น่าจะลองนำเอาคำสอนในพระสูตรนี้ไปใช้เป็นประจำ เพี่อลดความโทมนัส
น้อยใจ หรือขัดเคืองใจ เมื่อเห็นว่าผู้อื่นล่วงเกินทำให้เกิดความไม่สบายใจ
หงุดหงิด หรือรำคาญใจ แม้ทำไม่ได้ในพระสูตรนี้
ถ้าเราได้หัดทำอยู่เสมอๆ มีสติสัมปชัญญะระวังจิตไม่ปล่อยไปตามอารมณ์ที่มากระทบ
จิตของเราก็จะสงบ
นั่นก็คือจุดหมายปลายทางของความสุขที่ทุกคนปรารถนา
แม้ได้รับเพียงครั้งคราว ก็นับว่าประเสริฐสุดแล้ว.
สาธุ......
ขอขอบคุณ abhibhamonline.org
พระประกิจ ปรีชาชาญ
ผู้ดูแล..
Email : muk.linda@gmail.com







ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น